วันจันทร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

Grandeur แกรนเดอร์


Grandeur
แกรนเดอร์


สารสำคัญที่น่ารู้
Foods for Skin & Hair

คอลลาเจนจากปลาทะเล
    การเสริมสร้างคอลลาเจน มีผลทำให้ริ้วรอยที่ปรากฎลดน้อยลงหรือจางหายไป และมีงานวิจัยว่าคอลลาเจนจากปลาทะเลเพิ่มความนุ่มนวลชุ่มชื่น และความยืดหยุ่นให้แก่ผิวพรรณได้.

สารสกัดจากชาเขียว
    มี Polyphenol ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ชะลอการแก่ของทุกเซลล์ นอกจากนี้ยังเพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย ช่วยลดความเสี่ยงของผิวต่อการเกิดมะเร็ง และอาจลดความเสี่ยงของมะเร็งอีกหลายชนิด เช่น มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งลำไส้ มะเร็งกระเพาะอาหาร.

กรดอัลฟาไลโปอิก
    เป็นโคเอนไซม์ที่สำคัญในวงจรการเผาผลาญอาหาร และเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ ช่วยบำรุงเส้นประสาทในผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานอีกด้วย.

สารสกัดจากยีสต์
    มี Beta-glucan ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันของผิวต่อเชื้อโรค มลภาวะ และชะลอการเสื่อมของเซลล์ ช่วยฟื้นฟูสภาพผิวที่ถูกทำลาย เสริมสร้างคอลลาเจนทำให้ผิดเต่งตึง ลดเรื่องริ้วรอย.

สารสกัดจากเมล็ดองุ่น
    เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดตัวหนึ่งของโลก ยังมีคุณสมบัติเฉพาะตัว ช่วยออกฤทธิ์ปกป้อง และลดความเสื่อมสภาพผิว ช่วยเสริมสร้างคอลลาเจน ช่วยฟื้นฟูสภาพผิวจากภายใน และป้องกันการทำลายผิวจากอนุมูลอิสระ.

สารสกัดจากบิลเบอรี่
    มีสารในกลุ่มแอนโธซัยยานิน (anthocyanins) คล้ายกับสารสกัดองุ่นเช่นกัน คือมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ชะลอการเสื่อมของเซลล์ มีงานวิจัยว่าสารจากบิลเบอรี่ ช่วยบำรุงการทำงานของเซลล์สมอง และลดการเจริญของมะเร็งบางชนิด นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยจำนวนหนึ่งที่บอกว่าอาจมีผลบำรุงจอตาอีกด้วย.

ไลโคพีน
    เป็นสารต้านอนุมูลอิสระสำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยลดความเสี่ยงของมะเร็งต่อมลูกหมาก ช่วยการไหลเวียนของโลหิตบริเวณผิวหนัง มีฟลาโวนอยด์ซึ่งมีส่วนบำรุงผิวพรรณ ทำให้ผิวดูสดใสสวยงาม และมีชีวิตชีวา.

โคเอนไซม์คิวเทน
    เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีชื่อเสียง และมีงานวิจัย ตลอดจนมีการทำเป็นอาหารเสริมทั่วโลก Co-Q10 ออกฤทธิ์ยับยั้งการเกิดเส้นเลือดตีบตัน (Atherosclerotic) ด้วยกลไกการยับยั้งออกซิเดชั่นของไขมันในเลือดชนิดแอลดีแอล (ส่วนมากเป็นโคเลสเตอรอล).

วิตามินบี 1 และวิตามินบี 2
    ป้องกันโรคเหน็บชา กระตุ้นกระบวนการเมตาบอลิซึมของร่างการ บำรุงระบบประสาท เสริมสร้างบำรุงเยื่อบุผิว.

ซีลีเนียม
    ช่วยผสานการทำงานในการต่อต้านอนุมูลอิสระ.

สังกะสี
    จำเป็นต่อสุขภาพผิวหนัง และระบบประสาทกลาง การขาดสังกะสีทำให้เล็บเป็นจุดขาว เกิดรอยขีดข่วนบนผิวหนัง มีการเจริญทางเพศช้า เบื่ออาหาร ต่อมลูกหมากโต.

โปรตีนสกัดจากถั่วเหลือง
    ในถั่วเหลืองมีสารจีเนสทีน ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นฮอร์โมนจากพืช มีประโยชน์ในสตรีหมดประจำเดือน ยังมีรายงานว่ามีประโยชน์ในโรคหัวใจ โรคกระดูกบาง นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งหลายชนิด.

สารสกัดจากสนหางม้า
    มีสาร Silicon ที่มีส่วนประกอบสำคัญของโปรตีนคอลลาเจน ทำให้เซลล์ผิวหนังกระชับ และแข็งแรงขึ้น เพิ่มความแข็งแรงของเส้นผล และเล็บ ทำให้มีความยืดหยุ่นที่ดี ไม่เปราะแตกง่าย.

แอล-กลูตาไทโอน
    เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญที่สุดตัวหนึ่งในร่างกาย โดยช่วยให้ร่างกายสร้าง Enzyme Glutathione Peroxidase ซึ่งเป็นสารต้านการเกิดปฏิกิริยา และลดความเป็นพิษต่อตับจากสารอันตรายต่างๆ ที่ปนเปื้อนมากับอาหาร.


Grandeur
แกรนเดอร์

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร คอลลาเจนจากปลาทะเล ผสมสารสกัดจากชาเขียว กรดอัลฟาไลโปอิก สารสกัดจากยีสต์ สารสกัดจากเมล็ดองุ่น สารสกัดจากบิลเบอรี่ ไลโคพีน โคเอนไซม์คิวเทน วิตามิน และแร่ธาตุ ชนิดแคปซูล ตรา กิฟฟารีน




ส่วนประกอบที่สำคัญโดยประมาณใน 1 แคปซูล
โปรตีนคอลลาเจนจากปลาทะเล 200 มก.
สังกะสี 7.5 มก.
สารสกัดจากสนหางม้า 35 มก.
วิตามินซี 30 มก.
โพลีฟีนอล 17.5 มก.
กรดอัลฟาไลโปอีค 25 มก.
สารสกัดจากถั่วเหลือง 24.9 มก.
เบต้ากลูแคน 6 มก.
สารสกัดจากเมล็ดองุ่น 10 มก.
วิตามินอี 3.75 หน่วยสากล
สารสกัดจากบิลเบอรี่ 5 มก.
แอล - กลูตาไทโอน 5 มก.
ไลโคพีน 0.5 มก.
โคเอนไซม์คิวเทน (Co-Q10) 5 มก.
ซิลีเนียม 35 มคก.
วิตามินบี 2 0.85 มก.
วิตามินบี 1 0.75 มก.

วิธีรับประทาน รับประทานวันละ 1-2 แคปซูล พร้อมอาหาร
คำเตือน อ่านคำเตือนในฉลากก่อนบริโภค ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค
ขนาด 60 แคปซูล รหัส 41004 ราคา 1,400 1,050 บาท

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโสม


เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโสม

Ginseng


         โสมเป็นพืชสมุนไพรที่มีคนรู้จักมากที่สุดในโลก โสมถือเป็นราชาแห่งสมุนไพรทีเดียว และถูกนำมาใช้เป็นเวลานานกว่า 2000 ปีแล้ว โสมมีอยู่ด้วยกัน 3 สายพันธุ์ คือ โสมเอเชีย เช่น จีน เกาหลี (Panax ginseng, C.A. Meyer) โสมอเมริกัน และแคนาดา (Panax quinqquefolium) และโสมไซบีเรีย (Eleuthero - coccus senticosus) แต่อย่างหลังสุดไม่ใช่โสมที่แท้จริงตามสายพันธุ์ของโสม แต่ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่ามีระบบการทำงานคล้ายโสม โสมเอเชียมีถิ่นกำเนิดในตอนเหนือของจีน เกาหลี และประเทศสหรัฐอเมริกา ในตำรายาแผนโบราณของจีนระบุว่า โสมเป็นสมุนไพรที่ช่วยเสริมความแข็งแรงให้แก่ระบบย่อยอาหาร และปอด ช่วยทำให้จิตใจสงบ และเพิ่มพละกำลังโดยส่วนรวม.

สำหรับสรรพคุณทางวิชาการทางการแพทย์ที่น่าสนใจรวมถึง
ความปลอดภัย มีดังนี้.
ช่วยบำรุงหัวใจ โสมมีคุณสมบัติในการช่วยบำรุงหัวใจโดยออกฤทธิ์คล้ายกับยาหัวใจ (digoxin)

ป้องกันโรคหัวใจขาดเลือด มีงานวิจัยในผู้ป่วยผ่าตัดหัวใจ (Cardiac surgery) มีการลองให้โสม และวัดทั้งการบีบตัวดูผลของการขาดออกซิเจนด้วย.

เสริมประสิทธิภาพทางเพศในชาย มีงานวิจัยในผู้ป่วยที่มีปัญหาองคชาติไม่แข็งตัว (Erectile dysfunction) 45 ราย โดยรับประทานโสมเกาหลีปริมาณ 900 ม.ก. 3 ครั้งต่อวัน เป็นเวลา 2 เดือน พบว่าสามารถเพิ่มประสิทธิภาพได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในการประเมินอย่างละเอียดทุกด้าน โสมจึงช่วยเสริมสมรรถภาพทางเพศในผู้ชาย.

ลด และป้องกันมะเร็ง มีงานวิจัยของเกาหลีพบว่า การรับประทานโสมเกาหลีเป็นเวลานาน สามารถลดอุบัติการณ์ของมะเร็งตับลงได้ ด้วยการทำงานในด้านการต้านอัลฟาทอกซินบี และยูรีเทน ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่พบได้บ่อยพอควรในมะเร็งตับ แต่ก็ยังไม่สามารถลดมะเร็งตับจากการดื่มสุราหรือสาเหตุอื่นได้ในการวิจัยย้อนหลัง (Case control study) ความเสี่ยง และสารป้องกันการเกิดมะเร็งในคนพบว่า ในคนที่ทานโสมมีอุบัติการณ์หรือมีโอกาสเป็นมะเร็งลดลงอย่างมาก มะเร็งที่ลดลงเมื่อทานโสมได้แก่ มะเร็งริมฝีปาก ช่องปาก และลำคอ มะเร็งกล่องเสียง มะเร็งปอด มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งตับ มะเร็งตับอ่อน มะเร็งรังไข่ และมะเร็งลำไส้ใหญ่ และมีนักวิทยาศาสตร์ชาวไต้หวัน คือ ดร. Chang YS ก็ตีพิมพ์งานวิจัยแนะนำว่า ถึงเวลาแล้วที่โสมจะเป็นหนึ่งในทีมยารักษาโรคมะเร็งได้แล้ว.

โสมมีสรรพคุณช่วยในเรื่องโรคปอดเรื้อรังชนิดที่พบบ่อยที่สุด คือโรคถุงลมโป่งพอง(COPD) โรคนี้พบได้บ่อยมากเพราะเป็นผลงานของการสูบบุหรี่ติดต่อกันมาเป็นระยะเวลานาน งานวิจัยของโสมแบบการทดลองที่มีกลุ่มควบคุมชัดเจน ได้ทำให้ผู้ป่วยโรคถุงลมโป่งพอง 92 คน แบ่งเป็นกลุ่มวิจัยที่ได้สารสกัดโสมวันละ 200 มก. 49 คน และกลุ่มควบคุมได้รับยาหลอกอีก 43 คน เป็นเวลา 3 เดือน พบว่ากลุ่มที่ได้รับโสมมีสมรรถภาพทางปอดดีขึ้นอย่างมากในทุกด้าน โดยไม่มีผลข้างเคียง แต่กลุ่มที่ได้รับยาปลอมไม่มีผลดีขึ้นแต่อย่างใด ดังนั้น ถ้าจะทานโสมในผู้ที่เป็นโรคนี้ก็น่าจะเกิดประโยชน์ เพราะมีงานวิจัยนี้สนับสนุนอยู่แล้ว.

โสมมีความปลอดภัยสูง สามารถรับประทานต่อเนื่องได้เป็นระยะเวลายาวนาน ผลข้างเคียงมีน้อยมาก ที่พบได้มีแค่อาการปวดศรีษะ และทางเดินอาหาร และรบกวนการนอนหลับเท่านั้น ยาที่ไม่ควรทานร่วมกับโสมก็มีเพียงสามสี่ตัว คือ ยาต้านการแข็งตัวของเลือดอย่างแรงชื่อ warfarin ยากระตุ้นหัวใจชื่อ digoxin ยาแก้เศร้าชื่อ Pheneizine และสุรา อาจมีการรบกวนประจำเดือน อาการเจ็บหน้าอกขณะมีประจำเดือน และก็มีรายงานถึงคนที่แพ้ได้อย่างรุนแรงได้ โดยมีอาการทางผิวหนัง แต่ทั้งหมดนี้เกิดได้น้อยมาก อย่างไรก็ตามมีข้อแนะนำว่าหากต้องการให้ปลอดภัยที่สุด ไม่ควรทานโสมกับยาแอสไพริน รวมถึงไม่ควรทานอย่างยิ่งในสตรีตั้งครรภ์ และเด็ก ไม่ควรทานในคนที่ตับอักเสบคือมีเอนไซม์ของตับสูงอยู่แล้ว (ไวรัสตับอักเสบบีที่เป็นพาหะยังไม่มีเอนไซม์สูงจะทานได้) หรือตับอักเสบจนตัวเหลือตาเหลือง หรือตับโต ดังนั้น ถ้าเรามีโรคประจำตัวควนถามหมอของเราก่อนว่าจะทานได้ไหม และเนื่องจากโสมเป็นของร้อน บางคนทานแล้วก็หงุดหงิด ถ้าอยากจะทานให้เป็นยาอายุวัฒนะจริงๆ ก็ให้ทานร่วมกับใบบัวบก ซึ่งเป็นของเย็นจะดีที่สุด ซึ่งคนอายุยืนมากๆ ก็ทานโสมกับใบบัวบกเป็นประจำ.


Ginseng Capsule
ยาโสมเกาหลี ชนิดแคปซูล ตรา กิฟฟารีน

ส่วนประกอบสำคัญใน 1 แคปซูล รากโสม 500 มก.
วิธีรับประทาน รับประทานครั้งละ 1-2 แคปซูล วันละ 1 ครั้ง ก่อนอาหาร
รหัส 48010 ขนาด 30 แคปซูล ราคา 680 510 บาท.-
ง่าย และสะดวกต่อการรับประทาน
ผลิตโดย บริษัท สกายไล

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับลูทีน และซีแซนทีน


เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับลูทีน และซีแซนทีน
Lutein & Zeaxanthin
ลูทีนและซีแซนทีนมีประโยชน์ต่อดวงตาอย่างไร?

ลูทีน (lutein) และซีแซนทีน (Zeaxanthin) เป็นธรรมชาติที่มีในพืชผักผลไม้หลายชนิด เป็นสารในตระกูลของสารแคโรทีนอยด์ และพบได้ในบริเวณดวงตา ตรงบริเวณเลนส์ตา และจอรับภาพของตา ในธรรมชาติแล้วแม้จะมีแคโรทีนอยด์มากกว่า 600 ชนิด แต่มีเพียงสาร 2 ชนิดนี้เท่านั้นที่พบในจุดรับภาพของจอตา สารทั้งสองชนิดนี้จะทำหน้าที่ช่วยกรองหรือป้องกันรังสีจากแสงแดดที่เป็นอันตรายต่อดวงตา และช่วยป้องกันเซลล์ของจอประสาทตาไม่ให้ถูกทำลายโดยการลดอนุมูลอิสระ ดังนั้นจึงทำหน้าที่บำรุงตา ทำให้จอตาไม่เสื่อมเร็ว พืชผักที่มีสารลูทีน และซีแซนทีน โดยมากมักจะเป็นผักผลไม้ที่มีสีเหลือง และสีเขียวเข็ม เช่น ข้าวโพด แครอท ฟักทอง ผักกาด ผักปวยเล้ง คะน้า ผักโขม ฯลฯ การบริโภคพืชผักที่มีลูทีน และซีแซนทีน หรือแม้แต่อาหารสุขภาพที่มีสาระสำคัญนี้มีประโยชน์ในโรคหลายชนิดด้วยกัน ที่สำคัญคือ โรคต้อกระจก และโรคจุดรับภาพเสื่อม.

โรคต้อกระจก
คือ ภาวะที่กระจกตาหรือเลนส์ตาขุ่น ทำให้แสงไม่สามารถผ่านเข้าไปในตาได้ ตามปกติโรคต้อกระจกตาไม่ใช่โรคติดต่อ ต้อกระจกจะค่อยๆ เสื่อมไปช้าๆ ใช้เวลาเป็นปี และสามารถรักษาด้วยการผ่าตัด.

โรคจุดรับภาพเสื่อม
เกิดจากการเสื่อมของจุดรับภาพ (Macular) ซึ่งเป็นกลางจอตา (Retina) ทำให้การมองเห็นภาพเบลอบิดเบี้ยว บางครั้งอาจรุนแรงขนาดเห็นจุดดำมาบังภาพอยู่ตลอดเวลา.

ลูทีนและซีแซนทีนกับโรคต้อกระจกตา
กลไกของลูทีน และซีแซนทีน สามารถลด ป้องกันหรือชะลอการเกิดต้อกระจกได้นั้น เป็นเพราะลดกลไกการเกิดความเสื่อมของโรคต้อกระจกโดยตรง และการที่มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ เพราะอนุมูลอิสระเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดต้อกระจก มีการวิจัยในกลุ่มผู้สูงอายุต่างๆ พบว่ากลุ่มที่มีระดับของลูทีน และซีแซนทีนในกระแสเลือดสูงจะมีความขุ่นของเลนส์ตาน้อยกว่า ซึ่งเป็นการวิจัยของจักษุแพทย์ และผู้วิจัยสรุปว่า ลูทีน และซีแซนทีน น่าจะลดการเกิดความเสื่อมของเลนส์ตาในผู้สูงอายุได้จริง  ยังมีการวิจัยว่าการรับประทานลูทีนในปริมาณสูงเพิ่มความสามารถในการมองเห็นของผู้ป่วยที่เป็นต้อกระจกไปแล้ว การวิจัยนี้เป็นการวิจัยที่ออกแบบแผนการวิจัยมาอย่างดี และทำการทดลองนานถึงสองปี .

การวิจัยที่ Harvard School of Public Health, Boston ในผู้ชาย 36,644 คน ที่ได้รับอาหารเสริมและวิตามินต่างๆ พบว่ากลุ่มที่ได้รับอาหารเสริมเป็นลูทีน และซีแซนทีน จะลดความเสื่อมของโรคต้อกระจกถึง 19% และที่ University of Massachusetts ทำวิจัยในสุภาพสตรีถึง 50,461 คน พบว่า ลูทีน และซีแซนทีนจะลดความเสี่ยงของโรคต้อกระจกถึง 22% การวิจัยที่ University of Wisconsin Madison Medical School ในผู้สูงอายุ 43-48 ปี จำนวน 1,354 คนพบว่าช่วยลดการอุบัติการณ์ของต้อกระจกตรงกลางเลนส์ (Nuclear Cataracts)ได้ถึง 50% จากการวิจัยทั้งหมดนี้จึงเป็นที่ยอมรับว่า ลูทีน และซีแซนทีนลดอุบัติการณ์โรคต้อกระจกในผู้สูงอายุได้จริง.

ลูทีน และซีแซนทีนกับโรคจุดรับภาพเสื่อม
นอกจากลูทีน และซีแซนทีนจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต้อกระจกแล้ว ยังพบว่ามีประโยชน์ในโรคจุดรับภาพเสื่อม ซึ่งมีหลายๆ การศึกษาสนับสนุนข้อมูลดังกล่าว โดยพบว่าปริมาณลูทีน และซีแซนทีนในลูกตาลดน้อยลง จะพบความเสื่อมมากขึ้นในการเป็นโรครับภาพเสื่อม และความเสี่ยงในการเป็นโรคจุดรับภาพเสื่อมจะลดลง หากมีปริมาณลูทีน และซีแซนทีนในเลือดสูงขึ้น แสดงให้เห็นว่า การบริโภคอาหารที่มีลูทีน และซีแซนทีน สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคได้.


    LZvit
    แอล ซี วิต
    ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ลูทีน และซีแซนทีน ตรา กิฟฟารีน
    ส่วนประกอบที่สำคัญโดยประมาณใน 1 แคปซูล
    ลูทีน 3.15 มก. และซีแซนทีน 3.15 มก.
    วิธีรับประทาน รับประทานวันละ 1-2 แคปซูล พร้อมอาหาร
    รหัส 40112 ขนาด 30 แคปซูล ราคา 560 420 บาท.-
    คำเตือน อ่านคำเตือนในฉลากก่อนบริโภค ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค.

    เรื่องน่ารู้ของโคลีน และวิตามินบี-คอมเพล็กซ์


    เรื่องน่ารู้ของโคลีน และวิตามินบี-คอมเพล็กซ์

    Choline & Vitamin B Complex


    สรุปคุณสมบัติของโคลีน
    1. เป็นสารอาหารที่จำเป็น และช่วยในการทำงานของระบบประสาท เช่น ความจำ และการทำงานของกล้ามเนื้อ
    2. ช่วยในการขนส่งไขมัน และโคเลสเตอรอล ช่วยป้องกันไขมันอุดตันในเส้นเลือด และหลอดเลือดหัวใจ
    3. ช่วยในการทำงานของตับให้เป็นปกติ  การขาดโคลีนในสัตว์ทดลอง ทำให้มีไขมันสะสมในตับ และนำไปสู่การเป็นมะเร็งตับ

    สรุปคุณสมบัติของวิตามิน บี คอมเพล็กซ์.
    1. ช่วยในการทำงานของระบบประสาททั้งหมดในร่างกาย.
    2. ช่วยรักษาโรคที่เกิดจากการขาดวิตามินบี เช่น เหน็บชา เส้นประสาทอักเสบ ตากระตุก ปากนกกระจอก ผิวหนังหยาบ ผิวหนังอักเสบ ลิ้นอักเสบ และโลหิตจางจากการขาดวิตามินบี.

      โคลีน
         โคลีนเป็นสารอาหารสำคัญตัวหนึ่งที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย มีความสำคัญต่อความสมบูรณ์ของโครงสร้างของผนังเซลล์ (Structural integrity of cell membranes) เมตาบอลิซึมของเมธิล (Methyl metabolism) การส่งผ่านของกระแสประสาท (Cholinergic neurotransmission) การส่งสัญญาณผ่านผนังเซลล์ (Transmembrane signaling) และเมตาบอลิสม กับการขนส่งของไขมัน และโคเลสเตอรอล.

      โคลีนเป็นสารตั้งต้นหลักในการสังเคราะห์สารสื่อประสาทที่มีชื่อว่า อะเซททิลโคลีน (Acetylcholine) ซึ่ง Acetylcholine นี้เป็นสารสื่อประสาทสำคัญที่เกี่ยวข้องกับความจำ การควบคุมกล้ามเนื้อ และหน้าที่อื่นๆ อีกหลายอย่าง ดังนั้นโคลีนจึงมีผลต่อขบวนการส่งกระแสประสาทที่เกี่ยวข้องกับความจำ และการรับรู้ เรียกได้ว่ามีบทบาทในพัฒนาการด้านการเรียนรู้ โดยเฉพาะระบบความจำรวมถึงมีการศึกษาในการใช้เพื่อป้องกัน และรักษาโรคความจำเสื่อม (Alzheimer’s disease) ด้วย
      บทบาทสำคัญอีกประการหนึ่งของโคลีน คือ ทำให้ตับสามารถทำการขนถ่ายไขมันได้ (Fat transportation ) และลดการสะสมไขมันในตับ (Hepatic steastosis) การทดลองในหนูพบว่า หากขาดโคลีนก็จะเกิดการสะสมไขมันที่ตับ การศึกษาวิจัยในคนก็พบว่า ผู้ที่ได้รับอาหารทางเส้นเลือด และมีการขาดโคลีนก็จะเพิ่มไขมันสะสมในตับเช่นกัน และยังมีระดับเอนไซม์ของตับสูงขึ้น ซึ่งเป็นอาการของภาวะตับอักเสบอีกด้วย  และเมื่อได้รับโคลีนก็จะลดการสะสมไขมัน และลดการอักเสบของตับได้จริง สำหรับสัตว์ทดลอง เช่น หนู สภาวะที่ตับมีไขมันสะสมนี้ ยังร่วมไปกับเพิ่มอัตราการเป็นมะเร็งที่ตับได้ ในทางกลับกันเมื่อหนูทดลองเหล่านี้ได้รับโคลีนเสริม ก็ลดการเกิดมะเร็งในตับได้เช่นกัน.

           นอกจากประโยชน์ดังกล่าวข้างต้นแล้ว โคลีนยังมีประโยชน์ในด้านช่วยป้องกันไขมันอุดตันในเส้นเลือด และหลอดเลือดหัวใจด้วย.

           ปริมาณที่เพียงพอต่อร่างกายใน 1 วัน (Adequate Intake) สำหรับผู้ใหญ่เพศชาย และ หญิง คือ 550 mg และ 425 mg ตามลำดับ มีรายงานการวิจัยถึงผลกระทบของการขาดโคลีนในมนุษย์ว่าจะมีผลทำให้ปริมาณโคลีนลดลง และเกิดความเสียหายต่อตับได้.

      วิตามินบี-คอมเพล็กซ์ คืออะไร?
            วิตามิน บี-คอมเพล็กซ์ หรือ วิตามินบีรวม เป็นกลุ่มของวิตามินที่มีความจำเป็นต่อเส้นประสาท และความ สมบูรณ์ของอวัยวะต่างๆ ช่วยบำรุงร่างกาย ผิวหนัง และระบบประสาท วิตามินบีรวมประกอบด้วย วิตามินบี 1 (Thiamine), วิตามินบี 2 (Riboflavin) , วิตามินบี 3 (Niacin), วิตามินบี 5 (Pantothenic acid), วิตามินบี 6 (Pyridoxin), วิตามินบี 12 (Cyanocobalamin) นอกจากนี้ยังมีกรดโฟลิค (Folic acid) โคลีน (Choline) อิโนซิทอล (Inositol) และไบโอติน (Biotin) อีกด้วย.

      วิตามินบีต่าง ๆ มีหน้าที่ดังต่อไปนี้
      วิตามินบี1 (Thiamine) มีความสำคัญต่อเมตาบอลิสมของคาร์โบไฮเดรต.
      หากขาดจะทำให้เกิดโคเหน็บชา และจะแสดงอาการที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาท ระบบหัวใจ และหลอดเลือด ทางระบบประสาทจะมีอาการชาตามมือตามเท้า ตากระตุก แขนขาอ่อนแรง ส่วนอาการทางสมองพบว่า เนื้อสมองจะถูกทำลาย ผู้ป่วยจะมีอาการความจำเสื่อม ซึมเศร้า กระสับกระส่าย ทางระบบหัวใจ และหลอดเลือดพบว่า หัวใจเต้นเร็ว ใจสั่น หัวใจมีขนาดโตขึ้น และมีความผิดปกติของการบันทึกคลื่นหัวใจ

      วิตามินบี2 (Riboflavin) มีความจำเป็นต่อการหายใจของเซลล์เมตาบอลิสมของคาร์โบไฮเดรต และไขมัน เป็น co-enzyme ในการเปลี่ยนวิตามินบี 6 และกรดโฟลิค ให้อยู่ในรูป active ทั้งยังทำหน้าที่รักษาสภาพของเยื่อบุผิวและ mucosa ให้เป็นปกติ
      หากขาดจะมีอาการแสดงทางตา ริมฝีปาก และผิวหนัง เริ่มแรกนั้นริมฝีปากจะอักเสบ แห้ง และแตก มุมปากจะซีด แตก เรียกลักษณะดังกล่าวว่าปากนกกระจอก (Angular stomatitis) และเมื่อเป็นมากขึ้น จะมีอาการทางผิวหนัง ใบหน้ามีสะเก็ดมันๆ ต่อมาจะมีอาการอักเสบของตา ตาสู้แสงไม่ได้ คันตา และแสบลูกตา.

      วิตามินบี 3 (Niacin) มีบทบาทในกระบวนการ Glycolysis, Krebs cycle และการสังเคราะห์กรดไขมัน
      หากขาด จะมีผลต่อระบบประสาท โดยมีผลต่อระบบประสาทส่วนปลาย ไขสันหลัง และสมอง เช่น ปลายประสาทอักเสบ ซึ่งอาจมีอาการคลุ้มคลั่ง ชัก และหมดสติก่อนตาย รวมถึงยังมีผลต่อระบบผิวหนัง ทำให้มีลักษณะผิวหนังหยาบ เป็นจ้ำสีม่วงหรือเข้ม นอกจากนี้ยังมีผลต่อระบบทางเดินอาหาร เริ่มตั้งแต่มีร่องแตกที่บริเวณริมฝีปาก เยื่อบุลิ้นจะฝ่อ ลีบ มีอาการอักเสบของลำไส้เล็ก และมีเลือดออก ท้องเดิน.

      วิตามินบี 5 (Pantothenic acid) มีความเกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาชีวเคมีในร่างกายหลายอย่าง เช่น การเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต การสร้างกลูโคส การสังเคราะห์กรดไขมัน และเสตียรอยด์ฮอร์โมน
      หากขาดอาจจะมีอาการปวดท้อง อาเจียน และเป็นตะคริว กล้ามเนื้ออ่อนตัวลง อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ.

      วิตามินบี 6 (Pyridoxine) เป็น co-enzyme ที่จำเป็นต่อการผลิตสารสื่อประสาทหลายชนิด มีความสำคัญต่อปฏิกิริยาทั้งหมดในเมตาบอลิสมของกรดอะมิโน มีบทบาทในกระบวนการสร้างเม็ดเลือดแดง
      หากขาดจะพบอาการโลหิตจาง อ่อนเพลีย เป็นแผลที่มุมปาก ริมฝีปากอักเสบ ชาปลายมือปลายเท้า ผิวหนังเป็นจ้ำๆ สีม่วง และมีอาการทางประสาท เช่น มีความคิดสับสน ซึมเศร้า และอาจจะเกิดอาการชักได้.

      วิตามินบี 12 (Cyanocobalamin) มีบทบาทในเมตาบอลิสมของคาร์โบไฮเดรต ไขมัน โปรตีน รวมถึงมีบทบาทในการเจริญ การแบ่งตัวของเซลล์ และการสังเคราะห์สารที่หุ้มเส้นประสาท (myelin) ด้วย
      หากขาดจะมีผลต่อระบบทางเดินอาหาร เนื่องจากมีความสำคัญต่อการสร้างเซลล์ผิว โดยเฉพาะเยื่อบุทางเดินอาหาร เช่น ทำให้ลิ้นอักเสบ และมีการเปลี่ยนแปลงของเยื่อบุตลอดทางเดินอาหาร และเนื่องจากมีความสำคัญต่อการสร้างสารที่หุ้มเส้นประสาท (myelin) ดังนั้น ผู้ที่ขาดจะทำให้มีอาการทางประสาท เช่น ชาตามมือและเท้า เมื่อเป็นมากขึ้นจะมีอาการสับสน ประสาทหลอนได้ รวมถึงมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตอย่างปกติของเม็ดเลือดแดง หากร่างกายขาดวิตามินชนิดนี้ จะทำให้โลหิตจาง .


      Choline-B
      โคลีน - บี

      ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โคลีน ไบทาร์เทรต ผสมวิตามินบีคอมเพล็กซ์ ชนิดแคปซูล ตรา กิฟฟารีน
      ส่วนประกอบที่สำคัญโดยประมาณใน 1 แคปซูล
      โคลีนไบร์ทาร์เทรต 445.75 มก. (ให้โคลีน 183.34 มก.) วิตามินบี 1, วิตามินบี 2 และวิตามินพรีมิกซ์รวม 19.64 มก. (ให้วิตามินบี 1 0.30 มก.,วิตามินบี 2 0.34 มก., วิตามินบี 3 3.71 มก., วิตามินบี5 1.22 มก., วิตามินบี 6 0.46 มก. และวิตามินบี 12 0.55 มคก.)
      วิธีรับประทาน รับประทานวันละ 1-3 แคปซูล พร้อมอาหาร
      ขนาด 30 แคปซูล รหัส 41007 ราคา 280 210 บาท.-
      คำเตือน อ่านคำเตือนในฉลากก่อนบริโภค ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค .

      เรื่องน่ารู้ของโคเอนไซม์ คิวเทน และสารอาหารที่ช่วยในเรื่องหัวใจ


      เรื่องน่ารู้ของโคเอนไซม์ คิวเทน และสารอาหารที่ช่วยในเรื่องหัวใจ

      Coenzyme Q10, Taurine,  L-Carnitine & Citrus Bioflavonoid

             โคเอนไซม์ คิวเทน (Coenzyme Q10) หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่าโค-คิวเทน (Co-Q10) เป็นสารที่พบในร่างกายตามธรรมชาติ ร่างกายต้องใช้โคเอนไซม์ คิวเทนในการเจริญเติมโตของเซลล์ รวมถึงปกป้องเซลล์จากการถูกทำลาย อันเป็นสาเหตุนำไปสู่การเป็นโรคมะเร็ง.


      สรุปคุณสมบัติของโคเอนไซม์ คิวเทน 

      ลดความเสี่ยงในคนไข้ที่เป็นโรคหัวใจขาดเลือด    หรือภาวะหัวใจล้มเหลวจากการเลือดคั่ง (Congestive Heart Failure) ทั้งนี้มีงานวิจัยสนับสนุนว่า การรับประทานโคเอนไซม์ คิวเทน 120 มิลลิกรัมต่อวัน ในกลุ่มผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจขาดเลือดจะช่วยลดอาการเป็นซ้ำ และลดอัตราการเสียชีวิตได้อย่างมีนัยสำคัญ และในปริมาณสูงยังมีประโยชน์ในการผ่าตัดหัวใจ โดยทำให้หัวใจทนทานต่อการขาดเลือด และฟื้นฟูตัวได้ดีขึ้น.

      มีบทบาทสำคัญในการทำลายสารอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้น  ป้องกันการเสื่อมสภาพของเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย จึงช่วยป้องกันเรื่องหลอดเลือดหัวใจอันเกิดจากการที่แอลดีแอลโคเลสเตอรอล (LDL Cholesterol) ถูกออกซิไดซ์ (Oxidized) ด้วยอนุมูลอิสระ และสะสมในผนังหลอดเลือด ก่อให้เกิดการอักเสบ และผนังหลอดเลือดหนาตัวขึ้นกลายเป็นพล๊าค (Plaque) หรือตะกอนในผนังเส้นเลือด เกาะที่ผนังหลอดเลือด ส่งผลให้หลอดเลือดแข็ง ไม่ยืดหยุ่น และตีบตัน นำมาซึ่งปัญหาเรื่องโรคหัวใจได้.

      ช่วยลดระยะเวลาที่ปวดต่อครั้ง  รวมถึงความถี่ในการปวดหัวไมเกรน (migraine) ทั้งนี้มีงานวิจัยที่แสดงว่า การให้กลุ่มที่เข้ารับการทดสอบ 31 คน ได้รับโคเอนไซม์ คิวเทน ปริมาณ 150 มิลลิกรัมต่อวัน พบว่า 19 คน จาก 31 คน มีระยะเวลาที่ปวดไมเกรนในแต่ละครั้งลดลงมากกว่า 50% กล่าวคือระยะเวลาที่ปวดโดยเฉลี่ย 7.34 วันต่อเดือน ลดลงเหลือ 2.95 วันต่อเดือน หลังจากได้รับโคเอนไซม์ คิวเทนเป็นระยะเวลา 3 เดือน และช่วยลดความถี่ในการปวดจากเดิมที่ความถี่ 4.85 เหลือ 2.81 โดยไม่มีผลข้างเคียง.

      โคเอนไซม์ คิวเทน ยังเกี่ยวข้องโดยตรงกับการสร้างพลังงานของร่างกาย  โดยจะช่วยในการเปลี่ยนอาหารที่เรารับประทานเข้าไปเป็นพลังงานในไมโตรคอนเดรียที่อยู่ในเซลล์ร่างกาย ถือว่ามีบทบาทสำคัญในไมโตรคอนเดรียอันเป็นแหล่งผลิตพลังงานของเซลล์ (key role in mitochondrial bioenergetics) จึงพบโคเอนไซม์ คิวเทนได้มากในอวัยวะที่ใช้พลังงานในการทำงานมาก เช่น หัวใจ ปอด และตับ.

      อาจมีประโยชน์ในผู้ป่วยทาลัสซีเมียรุนแรง ชนิดเบต้า ทาลัสซีเมีย อี (beta-thalassemia/HbE)  ซึ่งจะมีระดับโคเอนไซม์ คิวเทนในเลือดต่ำลง  การให้โคเอนไซม์ คิวเทนทำให้ลดภาวะออกซิเดชั่นภายในเซลล์ และอาจทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น.

      อาจจะมีประโยชน์ในโรคทางสมอง  ได้แก่ โรคสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ (Dementia) โรคความจำเสื่อม (Alzheimer's disease) และโรคปาร์กินสัน (Parkinson's disease) โรคหอบหืด (Bronchia asthma) โรคไตเสื่อมเรื้อรัง (Tubulopathy and Chronic tubulointersticial nephritis) แม้ว่าการวิจัยสำหรับโรคปาร์กินสัน โรคหอบหืด และโรคไต พบว่ายังไม่ได้ผลในการรักษา แต่โรคเหล่านี้มีกลไกจากความเสื่อมของเซลล์ ซึ่งสารต้านอนุมูลอิสระมีบทบาท และพบว่าระดับโคเอนไซม์ คิวเทนในเลือดต่ำลงในโรคเหล่านี้ด้วย อีกทั้งมีความปลอดภัย และมีประโยชน์จากการวิจัยในระดับเซลล์ และในสัตว์ทดลอง ปัจจุบันมีงานวิจัยในคนที่มากขึ้นสำหรับโรคทางสมองเสื่อม อีกหลายชนิด.

      กล่าวโดยสรุปโคเอนไซม์ คิวเทนมีบทบาทสำคัญมากมายรวมถึงประโยชน์ต่างๆ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ไม่ว่าจะช่วยในเรื่องหัวใจ การเป็น Antioxidant ที่ทำลายอนุมูลอิสระ เกี่ยวข้องโดยตรงกับการสร้างพลังงานของเซลล์ รวมถึงช่วยในเรื่องการปวดหัวไมเกรน อาจจะมีประโยชน์ในผู้ป่วยทาลัสซีเมียรุนแรง ชนิดเบต้า ทาลัสซีเมีย อี (beta-thalassemia/HbE) และอาจจะมีประโยชน์ในโรคทางสมอง ได้แก่ โรคสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ โรคความจำเสื่อม และโรคปาร์กินสัน ดังกล่าวมาแล้วเบื้องต้น.

      เนื่องจากปริมาณของโคเอนไซม์ คิวเทนที่มีในร่างกายจะลดลงตามวัยที่เพิ่มมากขึ้น การรับประทานโคเอนไซม์ คิวเทนจึงเป็นทางเลือกหนึ่งในการเสริมสุขภาพ.

      สรุปคุณสมบัติของทอรีน (Taurine)
      ทอรีนเป็นกรดอินทรีย์ชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นที่นิยมทำเป็นอาหารเสริมในต่างประเทศ พบมากในสมอง ในหัวใจ ในจอตา และในกล้ามเนื้อ ในน้ำนมของมนุษย์ มีส่วนในการเมตาบอลิซึมเซลล์ต่างๆ ทั้งเรื่องการคุมการทำงานของแคลเซียมในเซลล์ และการเผาผลาญน้ำตาล ช่วยในการทำงานของเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ ปัจจุบันนิยมใช้ในเรื่องบำรุงหัวใจ และเบาหวาน.

      ทอรีนเป็นกรดอะมิโนที่มีบทบาทสำคัญในร่างกาย ทอรีนจะเป็นส่วนประกอบหลักของน้ำดี ทั้งนี้มีรายงานวิจัยสนับสนุนว่าการเสริมทอรีนให้แก่ผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจขาดเลือดหรือภาวะหัวใจล้มเหลวจากเลือดคั่ง (Congestive Heart Failure) ให้ผลที่ดี และมีความปลอดภัย.

      สรุปคุณสมบัติของแอล-คาร์นิทีน (L-Carnitine)
      แอล-คาร์นิทีนเป็นสารที่ร่างกายสร้างขึ้นได้เอง มีบทบาทในการบวนการเผาผลาฐ โดยเป็นตัวนำกรดไขมันเข้ามาสู่ไมโตคอนเดรียของเซลล์ มีงานวิจัยที่สนับสนุนว่า แอล-คาร์นิทีนมีประโยชน์ในการช่วยรักษาโรคหัวใจขาดเลือดหรือภาวะหัวใจล้มเหลวจากเลือดคั่ง (Congestive Heart Failure).

      สรุปคุณสมบัติของซิตรัสไบโอฟลาโวนอยด์ (Citrus Bioflavonoid)
      ซิตรัสไบโอฟลาโวนอยด์ ถือเป็นสารอาหารสำคัญจากพืชผัก และผลไม้ที่เรียกว่าไฟโตริวเทรียนท์(Phytonutrients) ชนิดหนึ่ง จัดเป็นแหล่งสำคัญของสารต้านอนุมูลอิสระ ฟลาโวนอยด์ก็เป็นหนึ่งในไฟโตรนิวเทรียนท์ที่เป็นที่รู้จักกันดีว่ามีคุณสมบัติด้านการต่อต้านอนุมูลอิสระสูง ซึ่งมีงานวิจัยยืนยันยอมรับทั่วโลกในการต่อต้านการเป็นมะเร็ง และการเป็นโรคหัวใจ



      Co-Q10 MAXX
      โค-คิวเทน แมกซ์

      ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โคเอนไซม์ คิวเทน ผสมแอล-คาร์นิทีน และซิตรัส ไบโอฟลาโวนอยด์ ชนิดแคปซูล ตรา กิฟฟารีน
      ส่วนประกอบสำคัญโดยประมาณใน 1 แคปซูล
      ทอรีน 150.00 มก.
      แอล-คาร์นิทีน แอล-ทาร์เทรต (ให้ แอล-คาร์นิทีน 100 มก.) 146.63 มก.
      โคเอนไซม์ คิวเทน 30.00 มก.
      ซิตรัส ไบโอฟลาโวนอยด์ 30.00 มก.
      ขนาดรับประทาน วันละ 1 แคปซูล พร้อมอาหาร
      ขนาด 30 แคปซูล รหัส 41015 ราคา 660 495 บาท.-
      คำเตือน : อ่านคำเตือนในฉลากก่อนบริโภค ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค.