วันอังคารที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ข่าวล่าสุด ศูนย์กิฟฟาีรินเชียงใหม่ ย้ายศูนย์เปิดใหม่

ข่าวล่าสุด ศูนย์กิฟฟาีรินเชียงใหม่ ย้ายศูนย์เปิดใหม่ ไหญ่กว่าเดิม ในวันที่ 21 ก.ค.54
ย้ายไปฝั่งตรงข้าม Lotus สาขาหางดง ใกล้สนามบินเชียงใหม่ โทร 053-2756279 
ใครยังไม่ทราบประกาศด้วยนะครับพ​ี่น้อง กิฟฟารีน จะได้ไม่เสียเวลาเข้าไปในเมืองเ​ชียงใหม่
และวันที่ 20 ก.ค.54 ศูนย์เชียงใหม่หยุด 1 วันครับ เนื่องจากย้ายศูนย์

วันเสาร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

คอลลาเจนสด (Native Soluble Collagen) กับความงามและสุขภาพ

คอลลาเจนนับเป็นสารสำคัญที่ถูกกล่าวขวัญถึงในแวดวงสุขภาพและความงามอย่างมาก คอลลาเจนเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่พบได้ทั่วร่างกาย โดยเป็นองค์ประกอบประมาณ 35% ของโปรตีนทั้งหมด มีลักษณะเป็นสายโพลีเปปไทด์ขดเกลียวจำนวน 3 สายพันรวมกัน
คอลลาเจนเป็นส่วนประกอบหลักของผิวหนัง โดยประสานกันเป็นเส้นใยอยู่ในชั้นผิวหนังแท้ ช่วยเสริมความเรียบตึงร่วมกับเคอราติน นอกจากนี้คอลลาเจนยังเป็นส่วนประกอบของอวัยวะต่างๆ อาทิ กระดูก กระดูกอ่อน ข้อต่อ เส้นเอ็น ฟัน ผม หลอดเลือด เป็นต้น
เมื่อวัยเพิ่มขึ้น หรือผจญกับมลภาวะมากขึ้น คอลลาเจนในร่างกายมักจะลดลง และสร้างเสริมไม่ทัน เพราะในอาหารที่เรารับประทานนั้นมีคอลลาเจนอยู่ไม่มาก การเสื่อมสภาพของคอลลาเจนจะส่งผลให้ผิวพรรณเกิดริ้วรอยหยาบกร้าน และกระดูกและข้อเสื่อมสภาพลงได้

คอลลาเจนสด คืออะไร
คอลลาเจนสด หรือคอลลาเจนแท้ (Native Soluble Collagen) คือ คอลลาเจนที่มีโครงสร้างโมเลกุลครบ 3 สาย (Triple Helix) จึงสามารถคืนสภาพกลับเป็นเส้นใยคอลลาเจนที่สมบูรณ์ได้ การสกัดคอลลาเจนสด ต้องใช้กระบวนการพิเศษที่ใช้ความเย็น 4-8 องศาเซลเซียส เรียกว่า “การสกัดเย็น” (Cold Extraction) เพื่อรักษาโครงสร้างของคอลลาเจน ในการผลิตจะต้องควบคุมเป็นพิเศษเพื่อป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อโรคต่างๆ

จุดเด่นของคอลลาเจนสด

มีความสามารถทางชีวะเคมีครบถ้วน มีการทดลองระบุว่า คอลลาเจนสดเป็นคอลลาเจนชนิดที่สามารถคืนสภาพได้ใหม่เมื่อละลายในน้ำ เนื่องจากยังมีโครงสร้างครบ 3 สาย การทดสอบคอลลาเจนสดสามารถทำได้โดยการทำให้คอลลาเจนสดมีความเข้มข้นของเกลือ ที่ความเข้มข้น 1 โมล (Salting Out Method) สารละลายเกลือจะไปดึงน้ำออกจากโมเลกุลของคอลลาเจนสด หากเป็นคอลลาเจนสดที่มีโมลุล 3 สายที่มีประจุอยู่บนโมเลกุล จะเกิดการรวมตัวกันเป็นเส้นใยสีขุ่นในสารละลาย ซึ่งมองเห็นได้อย่างชัดเจน (อ้างอิงที่ 2)

ทนต่อการทำลายโดยน้ำย่อย เนื่องจากมีโครงสร้างทางชีวะเคมีที่สมบูรณ์ คอลลาเจนสดจึงเป็นคอลลาเจนชนิดที่ทนต่อการย่อยของเอนไซม์ทริปซินหรือไคโมทริ ปซิน (ทำหน้าที่ย่อยโปรตีน) ในกระเพาะอาหารและลำไส้ (อ้างอิงที่ 2)

ดูดซึมเข้าไปใช้ประโยชน์ในร่างกายได้ โดยมีการวิจัยระบุว่า คอลลาเจนสดที่รับประทานและผ่านการย่อยแล้ว เป็นคอลลาเจนชนิดที่สามารถถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้อย่างรวดเร็วและครบ ถ้วน โดยเกือบทั้งหมดของคอลลาเจนสดจะถูกดูดซึมก่อนที่จะไปถึงลำไส้ใหญ่ โดยที่แบคทีเรียในลำไส้ใหญ่จะไม่มีผลต่อการย่อยคอลลาเจนสด (อ้างอิงที่ 3)

สามารถซึมผ่านผิวหนังได้ คอลลาเจนสดสามารถซึมผ่านเข้าสู่ผิวหนังในชั้นลึกได้โดยผ่านผิวหนังโดยตรง ผ่านทางต่อมเหงื่อ และผ่านรูขุมขน (อ้างอิงที่ 5, 6)

เสริมความยืดหยุ่นและชุ่มชื้นของผิวหนัง โดยมีผลการศึกษาระบุว่า การใช้สารละลายคอลลาเจนแท้ในภาวะที่เป็นกรด (Acid Soluble Collagen) สามารถช่วยให้ผิวพรรณมีความยืดหยุ่นและชุ่มชื้นขึ้น เนื่องจากคอลลาเจนสดสามารถช่วยชะลอโครงสร้างของผิวชั้นหนังแท้ ช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ และช่วยลดการระคายเคืองของผิวพรรณได้อีกด้วย (อ้างอิงที่ 7, 8)

มีความสามารถในการสมานแผล ล่าสุดจึงมีการนำคอลลาเจนสดมาประยุกต์เป็นแผ่นคอลลาเจนสด เพื่อใช้ในการรักษาบาดแผลชนิดต่างๆ การวิจัยพบว่าใช้ได้ดีกับแผลไฟไหม้ระยะที่ 1 และ 2 โดยใช้เป็นผิวหนังเทียม เนื่องจากแผ่นคอลลาเจนสดช่วยไม่ให้เกิดการอักเสบของแผล แผลสมานเร็ว และมีแผลเป็นน้อยที่สุด อีกทั้งไม่พบว่าถูกต่อต้านหรือปฏิเสธจากระบบร่างกาย (อ้างอิงที่ 4)

มีความสามารถในการบำรุงกระดูก เนื่องจากคอลลาเจนสด เป็นคอลลาเจนชนิดที่สามารถกระตุ้นการสร้างเซลล์กระดูกและกระดูกอ่อนได้ (อ้างอิงที่ 5,7)

คอลลาเจนสดจากหอยเป๋าฮื้อ
คอลลาเจนสดสามารถผลิตได้จากสัตว์หลายชนิด แต่ในปัจจุบันมีผู้สนใจคอลลาเจนสดที่สกัดจากหอยเป๋าฮื้อกันมาก เนื่องจากมีงานวิจัยพบว่า คอลลาเจนสดจากหอยเป๋าฮื้อสามารถเพิ่มจำนวนเซลล์ในการเจริญเติบโต เพิ่มความสมบูรณ์ของจำนวนเซลล์ รวมทั้งการเรียงตัวของเซลล์ได้ดีกว่าคอลลาเจนสดจากวัว
จากการศึกษาโดยการทดลองเพาะเลี้ยงเซลล์ (Cell Culture) โดยใช้เซลล์ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมาเพาะเลี้ยงในห้อง 3 กลุ่ม กลุ่มที่หนึ่งถูกควบคุมไม่ให้เติมคอลลาเจนใดๆ กลุ่มที่สองได้มีการเติมคอลลาเจนสดจากวัว ส่วนกลุ่มที่สามได้เติมคอลลาเจนสดจากหอยเป๋าฮื้อ ปริมาณ 10 µg / cm2 เมื่อครบกำหนด 23 วันพบว่าเซลล์ที่เติมคอลลาเจนสดจากหอยเป๋าฮื้อมีการเพิ่มจำนวนเซลล์ได้ มากกว่า รวมทั้งมีความสมบูรณ์และการเรียงตัวของเซลล์ (Exhibit greater organization) ดีกว่าเซลล์ที่เติมคอลลาเจนจากวัวและเซลล์ที่ไม่ได้เติมคอลลาเจนอย่างมีนัย ยะสำคัญ (อ้างอิงที่ 9)

คอลลาเจนสดกับผลิตภัณฑ์เพื่อความงาม
ปัจจุบันมีการนำคอลลาเจนสดมาเป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์บำรุงผิว โดยใช้ในปริมาณ 1-2% นอกจากนี้ยังมีการผลิตคอลลาเจนสดออกมาในรูปของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร อาทิ คอลลาเจนพร้อมดื่ม รับประทานง่าย ซึ่งตอบรับกับไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ได้เป็นอย่างดี

เอกสารอ้างอิง
1. วิทวัส มิ่งวานิช. เกร็ดความรู้ทางวิชาการ คอลลาเจน (Collagen). จาก http://science.kmutt.ac.th/chm/article/Collagen.pdf2. Zhang Zhongkai, Li Guoying, & Shi Bi, (2006). Physicochemical properties of collagen, gelatin and collagen hydrolysate derived from bovine limed split wastes. Journal of the Society of Leather Technologists and Chemists, 90, 33.
3. Harkness M. L., Harkness R.D., & Venn M.F., (1978). Digestion of native collagen in the gut. Gut, 19 (3), 240-243.
4. Lazovic G., Colic M., Grubor M., & Jovanovic M., (2005). The application of collagen sheet in open wound healing. Annals of Burns and Fire Disasters, 18, 151-157.
5. Straser Stephan, (2007). Nanotechnological characterisation of biomaterials – structural and biophysical investigations. University of Munchen, Germany.
6. Daniels Rolf, .Strategies of skiin Penetration Enchancement, Retrieved from http://www.scf-online.com/english/37_e/skinpenetration37_e.htm
7. Uenzo Yoichi., Inaba Jumitoshi., (2004). Orally – Taken health Supplement. JP, 2004 – 236522,A
8. Ruszczak Zbigniew., Mehrl Robert., Jeckle Johann., (2003). Multilayer collagen matrix for tissue reconstruction. US 2003 / 013967
9. Manichavasagam., (2007). Extraction process for a pharmaceutical product. US 2007 / 0179283
ข้อมูลจาก www.Giffalinethailand.com

วันศุกร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

เรื่องน่ารู้ของทับทิม

ทับทิมเป็นผลไม้ที่สวยงามและมีกลิ่นหอมมาก ทับทิมเป็นผลไม้ที่ศักดิ์สิทธิ์ ในประวัติศาสตร์ พบว่าได้มีการนำทับทิมมาทำเป็นยารักษาโรคตั้งแต่ 8,000 ปีมาแล้ว
ทับทิม POMEGRANATE   ( Punica granatum L. )
ทับทิมเป็นผล ไม้ที่สวยงามและมีกลิ่นหอมมาก ทับทิมสามารถปลูกได้ในประเทศไทย แต่ที่แท้จริงเป็นผลไม้ที่มีต้นกำเนิดมาจากเปอร์เซีย (ประเทศอิหร่านในปัจจุบัน)  ทับทิมเป็นผลไม้ที่ศักดิ์สิทธิ์ ในประวัติศาสตร์ พบว่าได้มีการนำทับทิมมาทำเป็นยารักษาโรคตั้งแต่ 8,000 ปีมาแล้ว ในประเทศเปอร์เซียโบราณมีความเชื่อว่า คุณค่าทางอาหารทุกชนิดที่มีอยู่ในผลไม้ต่าง ๆ นั้น รวมกันอยู่ในทับทิม ทับทิมเป็นผลไม้ที่ได้รับการเพาะปลูกอย่างแพร่หลาย  และทำเป็นผลิตภัณฑ์ ไปทั่วโลก ในทับทิม มีสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด ซึ่งมีมากทั้งใน เปลือก เมล็ด และน้ำทับทิม ได้แก่ polyphenols, anthocyanins,  anthrocyanidins, ellagic acid derivatives, และ hydrolyzable tannins

คุณประโยชน์ของ ทับทิมในตำราแพทย์สมัยโบราณ เปอร์เซีย
ใน ผลทับทิมมีวิตามินมากมายหลายชนิด รวมทั้งแมกนีเซียมและแคลเซียม ซึ่งมีประโยชน์ต่อระบบฟอกโลหิต และระบบการหมุนเวียนในร่างกาย ในตำราแพทย์โบราณของเปอร์เซีย (ซึ่งถือว่าเป็นต้นตำรับของวิชาแพทย์ตะวันตกในปัจจุบัน) ระบุว่าทับทิมมีประโยชน์มากมาย
คุณประโยชน์ ทับทิม จากการวิจัยทางการแพทย์
1. ทับทิม มีสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิดที่มีประสิทธิภาพสูงมาก (อ้างอิงที่ 1 )
2. สามารถลดภาวะการสะสมไขมันในผนังเส้นเลือด ป้องกันเส้นเลือดอุดตันและแข็งตัวซึ่งจะให้เป็นโรคหัวใจขาดเลือดตามมา ทั้งในคนและในหนูทดลอง ( อ้างอิงที่ 2, 3  )
3. ทำให้เส้นเลือดที่หนาตัวและมีไขมันสะสมแล้วซึ่งเป็นเส้นเลือดที่ไม่ดีแล้ว  มีความหนาตัวลดลง และลดไขมันที่สะสมลงอีกด้วยในหนูทดลอง (อ้างอิงที่ 4)
4. บำรุงหัวใจในผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจขาดเลือด โดยเพิ่มการไหลเวียนที่ดีขึ้นและลดภาวะหัวใจขาดเลือดในผู้ป่วยโรคหัวใจ (อ้างอิงที่ 5)
5. ลดความดันโลหิตได้เล็กน้อย ประมาณ 5%  ในผู้ป่วยที่ความดันโลหิตสูง ถ้ารับประทานน้ำทับทิมวันละ 50 ซีซี เป็นเวลาสองสัปดาห์  ( อ้างอิงที่ 6 )
6. บำรุงตับ ป้องกันการเป็นพิษต่อตับ ได้ ( Hepatoprotectiv effect ) ( อ้างอิงที่ 7 ) 
7. สารต้านอนุมูลอิสระจากน้ำทับทิมมีผลยับยั้งเซลล์มะเร็งเต้านมของมนุษย์ ( Human breast cell ) ( อ้างอิงที่ 8)
8. สารสกัดจากทับทิม ช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมากของมนุษย์ ทั้งการแบ่งตัวและการแพร่กระจาย  ( อ้างอิงที่ 9 )  และมีงานวิจัยที่แนะนำให้กินหวังผลในการป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมาก ( อ้างอิงที่ 10 )

เอกสารอ้างอิง
1. Studies on the antioxidant activity of pomegranate (Punica granatum) peel and seed extracts using in vitro models. J Agric Food Chem 2002 Jan 2;50(1):81-6
2. Pomegranate juice supplementation to atherosclerotic mice reduces macrophage lipid peroxidation, cellular cholesterol accumulation and development of atherosclerosis. J Nutr 2001 Aug;131(8):2082-9
3. Pomegranate juice flavonoids inhibit low-density lipoprotein oxidation and cardiovascular diseases: studies in atherosclerotic mice and in humans. Drugs Exp Clin Res 2002;28(2-3):49-62
4. Pomegranate juice consumption reduces oxidative stress, atherogenic modifications to LDL, and platelet aggregation: studies in humans and in atherosclerotic apolipoprotein E-deficient mice. Am J Clin Nutr 2000 May;71(5):1062-76
5. Effects of pomegranate juice consumption on myocardial perfusion in patients with coronary heart disease. Am J Cardiol. 2005 Sep 15;96(6):810-4
6. Pomegranate juice consumption inhibits serum angiotensin converting enzyme activity and reduces systolic blood pressure. Atherosclerosis 2001 Sep;158(1):195-8
7. Studies on antioxidant activity of pomegranate (Punica granatum) peel extract using in vivo models. J Agric Food Chem 2002 Aug 14;50(17):4791-5
8. Chemopreventive and adjuvant therapeutic potential of pomegranate (Punica granatum) for human breast cancer. Breast Cancer Res Treat 2002 Feb;71(3):203-17
9. Pomegranate extracts potently suppress proliferation, xenograft growth, and invasion of human prostate cancer cells. J Med Food. 2004 Fall;7(3):274-83.
10. Prostate cancer prevention through pomegranate fruit. Cell Cycle. 2006 Feb;5(4):371-3. Epub 2006 Feb 15.
ข้อมูลจาก  www.Giffarinethailand.com

วันพฤหัสบดีที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ ไฟโตสเตอรอล กับโคเลสเตอรอล

ไฟโตสเตอรอล (Phytosterols) เป็นสารสเตอรอลที่พบในพืช มีโครงสร้างทางเคมีที่คล้ายกับโคเลสเตอรอลมาก จึงช่วยยับยั้งการดูดซึมโคเลสเตอรอลในอาหารที่เรารับประทานเข้าไปไม่ให้เข้า สู่กระแสเลือดด้วยกลไกการเข้าไปแทนที่โคเลสเตอรอล ที่ตัวรับโคเลสเตอรอล (และตัวไฟโตสเตอรอลเองจะถูกดูดซึมได้น้อยมาก)  ทำให้โคเลสเตอรอลจากอาหารถูกดูดซึมน้อยลงและถูกขับออกมาพร้อมกับอุจจาระใน ที่สุด ดังนั้นการบริโภคไฟโตสเตอรอลจะช่วยทำให้ระดับโคเลสเตอรอลรวม และแอลดีแอล โคเลสเตอรอล (LDLCholesterol)  หรือโคเลสเตอรอลชนิดไม่ดี ลดลง โดยที่ไม่ไปกระทบกับ เอชดีแอล โคเลสเตอรอล  (HDL Cholesterol)  หรือโคเลสเตอรอลชนิดดี เป็นผลให้ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจลดลง (อ้างอิงที่ 1)
สำหรับงานวิจัยที่สนับสนุนผลของไฟโตสเตอรอลในการลดโคเลสเตอรอลรวม และแอลดีแอลโคเลสเตอรอลนั้น มีหลายงานวิจัยสนับสนุน โดยในปีคศ.1999 นั้น มีงานวิจัยตีพิมพ์ว่า ได้มีการใช้ไฟโตสเตอรอลในการศึกษากับมนุษย์ 16 งานวิจัย รวม 590 คน พบว่า สามารถช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลรวมในเลือดลงได้เฉลี่ย 10% และลดระดับ แอลดีแอล โคเลสเตอรอลลงได้ 13% (อ้างอิงที่ 2) อีกงานวิจัยหนึ่งเป็นการกล่าวถึงว่า การได้รับไฟโตสเตอรอลในรูปเอสเทอร์ 2 กรัมต่อวัน สามารถช่วยลดระดับแอลดีแอล โคเลสเตอรอลลงได้ 10% (อ้างอิงที่ 3)
นอกจากนี้ คณะกรรมการอาหารและยา ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ยอมรับถึงเรื่องประโยชน์ของไฟโตสเตอรอล โดยได้มีประกาศเกี่ยวกับข้อกำหนดเรื่องการกล่าวอ้างทางสุขภาพของ สเตอรอลเอสเทอร์จากพืช (Plant Sterol Ester) กับความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ มีความตอนหนึ่งว่า มีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่แสดงให้เห็นว่า อาหารที่มี สเตอรอลเอสเทอร์จากพืช (Plant Sterol Ester) ช่วยในการลดระดับของโคเลสเตอรอลรวม และแอลดีแอลโคเลสเตอรอลได้ โดยข้อกำหนดนี้อนุญาตให้กล่าวอ้างบนฉลากอาหารประเภทที่มีโคเลสเตอรอลต่ำ หรือมีไขมันอิ่มตัวต่ำได้ว่าสเตอรอลเอสเทอร์จากพืช อาจช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจได้ ที่การรับประทานอย่างน้อย 1.3 กรัมต่อวัน ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด (อ้างอิงที่ 4)





โคเลสเตอรอล (Cholesterols) คือ สารประกอบไขมันชนิดหนึ่ง พบได้ในสัตว์ และมนุษย์ ร่างกายได้รับโคเลสเตอรอลจากการสังเคราะห์ของตับ และจากอาหารที่รับประทานเข้าไป โคเลสเตอรอลจำเป็นต่อการทำงานของร่างกายโดยทำหน้าที่เป็นส่วนประกอบของผนัง เซลล์ในร่างกาย และยังเป็นสารตั้งต้นของฮอร์โมนบางชนิดที่จำเป็นของร่างกาย และน้ำดี  โดยปกติแล้ว โมเลกุลของ โคเลสเตอรอล จะลอยในกระแสเลือดไม่ได้  เมื่อโคเลสเตอรอลเข้าไปอยู่ในกระแสเลือด จะต้องมีการจับตัวกับโปรตีน เรียกว่า ไลโปโปรตีน โดยเราสามารถแบ่ง ไลโปโปรตีน หรือ อาจจะเรียกง่ายๆว่า โคเลสเตอรอลในเลือดออกเป็น2 ประเภท ได้แก่
 1. แอลดีแอล โคเลสเตอรอล (LDL Cholesterol)
เปรียบเสมือน "ตัวผู้ร้าย" โดยแอลดีแอลที่มากเกิน จะเข้าไปแทรก และฝังตัวที่ผนังหลอดเลือด สะสมติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน  และจะก่อให้เกิดเป็นพล๊าค (plaque) หรือตะกอน  ที่ผนังหลอดเลือดแดง  อันเป็นต้นเหตุของโรคหลอดเลือดแดงตีบตัน ยิ่งระดับ LDL โคเลสเตอรอลสูงมากเท่าไหร่ อัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น

2. เอชดีแอล โคเลสเตอรอล (HDL Cholesterol)
เปรียบเสมือน "ตำรวจ" คอยจับผู้ร้าย เพราะ เอชดีแอล โคเลสเตอรอล จะทำหน้าที่เป็นตัวพาโคเลสเตอรอล  จากหลอดเลือดแดง กลับไปทำลายที่ตับ การมีระดับ HDL โคเลสเตอรอลสูง จึงช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Heart Disease)
(อ้างอิงที่ 5-7)

การแบ่งระดับของโคเลสเตอรอล
อ้างอิงจาก ATP III Classification of LDL, Total, and HDL Cholesterol (mg/dL), ATP III Guidelines At-A-Glance Quick Desk Reference, National Cholesterol Education (อ้างอิงที่ 8)





โภชนาการเกิน เป็นปัญหาทางโภชนาการที่เกิดจากการบริโภคไขมันจากเนื้อสัตว์มากเกินความต้อง การของร่างกาย ทำให้เกิดโรคไขมันสูงในเลือด ภาวะโคเลสเตอรอลในเลือดสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการเกิด โรคหัวใจขาดเลือด ซึ่งจะมีผลต่อการเกิดอัมพาตได้ กรดไขมันที่อิ่มตัว ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่จะเพิ่มปริมาณของโคเลสเตอรอลในเลือดให้สูงขึ้นได้ (อ้างอิงที่ 9) ดังนั้นพฤติกรรมการใช้ชีวิตและการบริโภคของคนเราจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ เกิดภาวะโคเลสเตอรอลสูง
สำหรับแนวทางในการควบคุมระดับโคเลสเตอรอล สามารถทำได้หลายวิธีคือ

            1. ควบคุมอาหาร หลีกเลี่ยงอาหารที่มีโคเลสเตอรอลสูง เช่น ไข่แดง เนื้อสัตว์ติดมัน เครื่องใน อาหารทะเลบางชนิด อาหารประเภททอด น้ำมันที่มีกรดไขมันอิ่มตัวสูง น้ำมันมะพร้าว กะทิ หันมาบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพต่างๆ เช่น นมพร่องมันเนย และอาหารประเภทผักและผลไม้ต่างๆ หรือรับประทานอาหารที่มีส่วนผสมของไฟโตสเตอรอลพร้อมกับมื้ออาหาร

            2. ออกกำลังกายควบคู่ไปกับการควบคุมอาหาร วิธีนี้จะช่วยเพิ่มระดับ HDL โคเลสเตอรอล และลดระดับ LDL โคเลสเตอรอล และไตรกลีเซอไรด์ ควรออกกำลังกายอาทิตย์ละ 3 ครั้ง และทำอย่างต่อเนื่องในแต่ละครั้งตามระดับความสามารถของร่างกายตัวเอง

            3.ใช้ยาช่วยลดระดับไขมันในเลือด วิธีนี้ต้องอยู่ในความควบคุมของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อความปลอดภัย

เอกสารอ้างอิง :
1.    Dietary phytosterols as cholesterol-lowering agents in humans. Can J Physiol Pharmacol. 1997 Mar;75(3):217-27
2.    Effects of dietary phytosterols on cholesterol metabolism and atherosclerosis: clinical and experimental evidence. Am J Med. 1999 Dec;107(6):588-94
3.    Phytosterols in human nutrition. Annu Rev Nutr. 2002;22:533-49. Epub 2002 Apr 4
4.    Sec. 101.83 - Health claims: plant sterol/stanol esters and risk of coronary heart disease (CHD), Subpart E--Specific Requirements for Health Claims, TITLE 21--FOOD AND DRUGS: CHAPTER I--FOOD AND DRUG ADMINISTRATION DEPARTMENT OF HEALTH AND HUMAN SERVICES; SUBCHAPTER B--FOOD FOR HUMAN CONSUMPTION  PART 101 FOOD LABELING, Code of Federal Regulations Title 21, Volume 2, U.S. Food and Drug Administration 
http://www.accessdata.fda.gov/scripts/cdrh/cfdocs/cfcfr/CFRSearch.cfm?fr=101.83
5.    Cholesterol, Triglycerides, and Associated Lipoproteins. Bookshelf ID: NBK351 PMID: 21250192
http://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK351/
6.    About Cholesterol. American Heart Association.
http://www.heart.org/HEARTORG/Conditions/Cholesterol/AboutCholesterol/About-Cholesterol_UCM_001220_Article.jsp
7.    Why Cholesterol Matter. American Heart Association.
http://www.heart.org/HEARTORG/Conditions/Cholesterol/WhyCholesterolMatters/Why-Cholesterol-Matters_UCM_001212_Article.jsp
8.    ATP III Classification of LDL, Total, and HDL Cholesterol (mg/dL), ATP III Guidelines At-A-Glance
Quick Desk Reference, National Cholesterol Education, 
http://www.nhlbi.nih.gov/guidelines/cholesterol/atglance.pdf
9.    โภชนาการสาร 2532;23;202-12 กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข
http://nutrition.anamai.moph.go.th/newpage8.htm
ข้อมูลจาก http://www.giffarinethailand.com

วันพุธที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

น้ำมันรำข้าว (Rice Bran Oil) กับวิถีชีวิตยุคใหม่ ใส่ใจสุขภาพ

น้ำมันรำข้าวจากภูมิปัญญาของชาวเอเชียกำลังโด่งดังไปทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ผู้ใส่ใจดูแลสุขภาพในแถบยุโรปและอเมริกา เนื่องจากมีงานวิจัยจำนวนมากให้ความสนใจกับคุณค่าทางโภชนาการและคุณประโยชน์ ต่อสุขภาพของน้ำมันรำข้าว

น้ำมันรำข้าวคืออะไร
น้ำมันรำข้าว เป็นน้ำมันพืชชนิดที่นิยมใช้อย่างแพร่หลายในการปรุงอาหารเอเชีย อาทิ อาหารญี่ปุ่นและอาหารจีน น้ำมันรำข้าวสกัดมาจากเยื่อสีน้ำตาลที่ห่อหุ้มเมล็ดข้าวที่ได้จากกระบวนการ สีข้าว เรียกว่า “รำข้าว” ซึ่งเป็นส่วนประกอบเพียง 7-8% ของข้าวแต่อุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ สำหรับน้ำมันรำข้าวของประเทศไทยนั้น ขึ้นชื่อในเรื่องคัดสรรมาเฉพาะรำข้าวหอมมะลิแท้ นอกจากนี้ผู้ใส่ใจในสุขภาพยุคใหม่ยังให้ความสำคัญกับการเลือกซื้อน้ำมันรำ ข้าวที่ไม่ใช้พืชที่ตัดต่อพันธุกรรม (Non GMO) ในการผลิตอีกด้วย

นานาประโยชน์ของน้ำมันรำข้าว
อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ
น้ำมันรำข้าวอุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด สารสำคัญที่สุดคือแกมม่า-โอรีซานอล ซึ่งจะพบได้เฉพาะในน้ำมันจากข้าวเท่านั้น โดยน้ำมันรำข้าวโดยทั่วไปจะให้สารแกมม่า-โอรีซานอล 2,000 – 4,000 ppm ปัจจุบันยังมีน้ำมันรำข้าวที่สกัดพิเศษเพื่อให้ได้สารแกมม่า-โอรีซานอลสูง ถึง 8,000 ppm อีกด้วย นอกจากนี้ในน้ำมันรำข้าวยังพบวิตามิน อี ซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องการชะลอความชรา จึงเห็นได้ว่ามีการใช้น้ำมันรำข้าวในการผลิตเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวจำนวนไม่ น้อย
มีงานวิจัยระบุว่าทั้งสารแกมม่า-โอรีซานอล และวิตามิน อี จากรำข้าว สามารถยับยั้งกระบวนการสังเคราะห์โคเลสเตอรอล (Cholesterol Oxidation) ของร่างกาย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าน้ำมันรำข้าวมีส่วนช่วยลดอาการไขมันในเลือดสูงได้ นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยระบุว่าแกมม่า-โอรีซานอลน่าจะมีฤทธิ์ในการลดไขมันใน เส้นเลือดสูงกว่าวิตามิน อี เนื่องจากในรำข้าวมีแกมม่า-โอรีซานอลสูงกว่าวิตามิน อี ถึง 10 เท่าทีเดียว

เอกสารอ้างอิง
1.Xu, Zhimin. Hua, Na. & Godber, J. Samuel. (2001). Antioxidant activity of Tocopherols, Tocotrienols, and γ-Oryzanol components from rice bran against cholesterol oxidation accelerated by 2,2‘-Azobis(2-methylpropionamidine) Dihydrochloride. Journal of American Chemical Society, 49 (4), 2077-2081.
2.Sugano, Michihiro. & Tsuji, Etsuko. (1997). Rice bran oil and cholesterol metabolism. Journal of Nutrition, 127(3), 521S – 524S.

สร้างสมดุลของไขมัน
ฤทธิ์ในการลดโคเลสเตอรอลของรำข้าวกำลังเป็นที่สนใจของผู้รักสุขภาพ มีงานวิจัยหลายชิ้นระบุว่า รำข้าวและน้ำมันรำข้าวอาจช่วยลดแอลดีแอล-โคเลสเตอรอล (LDL-C) ซึ่งเป็นไขมันชนิดไม่ดี และยังอาจช่วยเพิ่มเอชดีแอล-โคเลสเตอรอล (HDL-C) ไขมันชนิดที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยในคนระบุว่าน้ำมันรำข้าวที่มีแกมม่า-โอรีซานอลสูง อาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการลดไขมันในเส้นเลือดได้มากยิ่งขึ้น

เอกสารอ้างอิง
1.Newman, R.K., Betschart, A.A., Newman, C.W., & Hofer, P.J. (1992). Effect of full-fat or defatted rice bran on serum cholesterol. Plant Foods for Human Nutrition, 42, 37-43.
2.M. Most, Marlene, Tulley, Richard, Morales, Silvia, & Lefevre, Michael. (2005). Rice bran oil, not fiber, lowers cholesterol on humans. American Journal of Clinical Nutrition, 81(1), 64-68
3.Berger, Alvin, et. al. (2005). Similar cholesterol-lowering properties of rice bran oil, with varied γ-Oryzanol, in mildly hypercholesterolemic men. European Journal of Nutrition, 44, 163-173.

จุดที่ก่อให้เกิดควันสูง (High Smoke Point)
จุดที่ก่อให้เกิดควัน (Smoke Point) คือ อุณหภูมิที่น้ำมันประกอบอาหารเริ่มกลายเป็นควัน และเริ่มเสื่อมสลายคุณค่าทางโภชนาการและกลิ่นรส ซึ่งน้ำมันแต่ละชนิดมีจุดที่ก่อให้เกิดควันในอุณหภูมิที่ต่างกัน ดังนั้น จุดที่ก่อให้เกิดควันจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาเมื่อเลือกซื้อน้ำมัน ประกอบอาหาร โดยเฉพาะในการปรุงอาหารที่ใช้ความร้อนสูง เช่น การทอด จึงควรเลือกใช้แต่น้ำมันที่มีจุดที่ก่อให้เกิดควันสูง (High Smoke Point) ซึ่งไม่เพียงช่วยรักษากลิ่นรสของอาหาร แต่ยังช่วยลดการเกิดควันน้ำมันในการประกอบอาหาร อันอาจก่อให้เกิดมะเร็งได้
น้ำมันรำข้าวขึ้นชื่อว่าเป็นน้ำมันที่มีจุดที่ก่อให้เกิดควันสูงประมาณ 240 - 254 องศาเซลเซียส โดยทั่วไปจัดว่าสูงกว่าน้ำมันชนิดอื่นๆ อาทิ น้ำมันพืช น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด น้ำมันเมล็ดดอกทานตะวัน น้ำมันมะกอก น้ำมันหมู เนย เป็นต้น ถึงแม้ว่าน้ำมันปาล์มจะมีจุดเกิดควันค่อนข้างสูง มีผู้นิยมใช้ทอดอาหาร แต่มักมีไขมันอิ่มตัวสูง ซึ่งไม่ดีต่อสุขภาพ
ตารางเปรียบเทียบจุดที่ก่อให้เกิดควันของน้ำมันประกอบอาหารชนิดต่างๆ ที่ใช้มากในประเทศไทย

เอกสารอ้างอิง
1.ปิยนันท์ อึ้งทรงธรรม. จุดเกิดควัน. สำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข, ข้อมูลจากhttp://nutrition.anamai.moph.go.th/temp/files/morning_talk/melting%20point.doc
2.Smoke Point. ข้อมูลจาก http://en.wikipedia.org/wiki/Smoke_point

ประกอบอาหารได้หลากหลาย
น้ำมันรำข้าวเป็นที่นิยมในการใช้ประกอบอาหารทุกชนิด โดยเฉพาะอาหารประเภททอด ซึ่งใช้ความร้อนสูง นอกจากนี้น้ำมันรำข้าวยิ่งมีกลิ่นรสอ่อนจาง ไม่มีกลิ่นหืน และดีต่อสุขภาพ ทำให้มีผู้นิยมใช้ในการทำอาหารประเภทผัด อีกทั้งสามารถใช้ประกอบอาหารฝรั่งได้เป็นอย่างดี โดยชาวตะวันตกเริ่มนำน้ำมันรำข้าวมาใช้ในการทำน้ำสลัด ผัดสปาเก็ตตี้หลากหลายเมนู ตลอดจนใช้ทำเบเกอรี คนไทยจึงน่านำมาทดลองใช้ ก็จะช่วยลดการนำเข้าน้ำมันมะกอกได้อีกทางหนึ่ง
ข้อมูลจาก www.giffarinethailand.com